แคนนอน ดึงสุดยอดช่างภาพระดับโลก “โรแบร์โต วาเลนซูเอลา” บินลัดฟ้าสู่ไทย
November 29, 2018
กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ร่วมกับ เคทีซี มอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้า และสมาชิกบัตรฯ เมื่อซื้อประกันชีวิตผ่านบัตรเครดิตเคทีซี
November 30, 2018

น้ำตาล เรียนรู้แล้วจะอยู่กับมันได้


 
aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hlLzAvdWQvMC8xMTkzL2lzdG9ja18wMDAwMTIzNDQ4OTBfbWVkaXVtLmpwZw==
 

ในยุคที่ “น้ำตาล” ไม่ได้หอมหวานและกลายเป็นตัวประกอบที่ถูกเมินจากผู้บริโภค

เมื่อเทรนด์ของการรักสุขภาพกลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่ไม่มีท่าทีจะเบาลง นับเป็นภาวะที่หลากหลายภาคส่วนมีความยินดีและอยากให้กระแสนี้โหมต่อไปแบบยาวๆ แน่นอนการไหลเททางความคิดเกี่ยวกับการรักสุขภาพ ส่งผลดีต่อผู้บริโภค ในทางกลับกันวัตถุดิบในการทำอาหารหรือเครื่องปรุงต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายหรือพูดแบบตรงคือ ทำให้อ้วนง่าย อาทิ น้ำตาล ซึ่งเจือปนอยู่ในทุกกลุ่มอาหารเหมือนว่าจะได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่ม

หากมาทำความรู้จักกับน้ำตาลแบบสนิทๆ แล้วนั้น สิ่งที่เชื่อมโยงความหวานอันแสนอร่อยในเรื่องของรสชาติไม่ได้มีพิษร้ายมากขนาดนั้น แต่เพียงต้องบริโภคให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะน้ำตาลที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ อาทิ การปรุงอาหารจากมนุษย์ รวมทั้งการผลิตจากกลุ่มผู้ประกอบด้านอาหาร ซึ่งการรณรงค์ในเรื่องของ ลดน้ำตาลนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวานหรือสัปดาห์ก่อน แต่จริงๆแล้ว “องค์การอนามัยโลก” (World Health Organization) ได้ออกคำแนะนำการบริโภคน้ำตาลต่อวันในกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่ ให้ไม่เกิน 10% ของปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน ตั้งแต่ปี 1989 หรือประมาณ 30 ปีที่แล้ว และเมื่อ 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ได้ออกคำแนะนำใหม่ให้ลดการบริโภคน้ำตาลลงไม่เกิน 5% หรือประมาณ 6 ช้อนชาของปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวัน

ขยายความอีกนิด ถึง คำนิยามของคำว่าน้ำตาลจากองค์การอนามัยโลก คือ กลูโคส, ฟรุคโตส, ซูโครส ที่ใส่ลงในผลิตภัณฑ์อาหาร และเครื่องดื่มชนิดต่างๆ รวมทั้งน้ำตาลที่มีอยู่ในน้ำผึ้ง น้ำเชื่อมผลไม้ และน้ำผลไม้เข้มข้น แต่ไม่นับรวมน้ำตาลในผัก ผลไม้ และน้ำตาลในนม เพราะความหวานเหล่านี้ ยังไม่มีรายงานถึงผลเสียที่จะได้รับจากการบริโภค

ถ้าหากบริโภคน้ำตาลน้อยกว่า 10% ของปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน เราจะได้อะไร ? แน่นอนช่วยลดความเสี่ยงของภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และปัญหาฟันผุที่พบเจอได้จำนวนมาก ยิ่งถ้าหากลดเหลือ ไม่เกิน 5% หรือประมาณ 6 ช้อนชาของปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวัน กลุ่มโรคดังกล่าวและโรคอื่นๆจะลดลงตามไปด้วย โดยในขณะนี้ทั่วโลกต่างร่วมกันขับเคลื่อนรณรงค์และหนึ่งในนั้นอย่างประเทศไทยก็เริ่มขยับแล้วเช่นกัน ซึ่งทาง “กรมสรรพสามิต” ได้เลือกใช้ มาตรการ “ภาษีน้ำตาล” (Sugar-sweetened tax) สำหรับใช้กับผู้ผลิตโดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีความหวาน โดยแบ่งค่าความหวานเป็น 6 ระดับ

 
ภาษีน้ำตาล
 

มิติของมาตรการนี้ช่วยทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่ดีขึ้น อีกนัยยะทำให้ผู้ประกอบการหันมาผลิตสินค้าที่สอดรับกับความต้องการเพื่อลดการเสียภาษีดังกล่าวมากขึ้น เรียกได้ว่า หากเทรนด์เรื่องสุขภาพขับเคลื่อนต่อ น่าจะวินๆ ทั้งสองฝั่ง ผู้บริโภค + ผู้ผลิต

หากจะให้เห็นภาพชัดเจนถึงการปรับตัวจากผู้ผลิต ขออนุญาตฉายภาพถึงกรณีศึกษาผลิตภัณฑ์ที่ใกล้ชิดกับผู้บริโภคและเป็นที่ความต้องการของผู้ทานในทุกเพศทุกวัยมาอย่างยาวนาน เช่น ตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลม โดยกลุ่มธุรกิจดังกล่าวคือผู้ร้ายอันดับแรก เพราะเครื่องดื่มประเภทดังกล่าวอุดมไปด้วยความหวานน้ำตาลที่เกิดจากการปรุงแต่ง แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาเพราะหลากหลายแบรนด์ชั้นนำเริ่มขยับ อาทิ กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ผู้ผลิตเครื่องดื่ม “โค้ก” ได้ประกาศเปลี่ยนรสชาติ Coke Zero สูตรไม่มีน้ำตาล โดยได้รับการรับรองเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพจากมูลนิธิส่งเสริมโภชนาการ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับ “โคคา-โคลา ซีโร่ ชูการ์” ชูคุณสมบัติเด่นตรงที่รสชาติใกล้เคียงกับโค้กธรรมดามากที่สุด โดยที่ปราศจากน้ำตาล ใช้เวลาพัฒนาและทดลองสูตรมานานกว่า 5 ปี กระทั่งกลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักตัวใหม่ของตระกูลโคคา-โคลา

แน่นอนอีกคู่แข่งที่สำคัญอย่าง บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หรือ เป็ปซี่ ได้ออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลอย่าง “เป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์” มาเอาใจคอน้ำอัดลมที่รักสุขภาพเช่นกัน โดยเครื่องดื่มผลิตภัณฑ์นี้เป็นเครื่องดื่มน้ำอัดลมปราศจากน้ำตาล 0 แคลอรี่ ซึ่งได้ทำการบปรับโฉมใหม่ โดยเน้นใช้โลโก้ “Pepsi Globe” สีแดงขาวและน้ำเงิน อันเป็นเอกลักษณ์ของเป๊ปซี่ พร้อมคำว่า “Pepsi” บนฉลากสีดำเพื่อตอกย้ำ “Master Brand” ของเป๊ปซี่ให้แข็งแกร่ง โดยยังคงสูตรและรสชาติเดิม เอาใจผู้บริโภคที่ต้องการความซ่าเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องแคลอรี่

 
hKFP1ByJWCGhYJBtmD3IPERpWT11GegM6VyldWB8YQwsSKFBvVy5ZDRtBQg5CKFM7Bno
 

โดยข้อมูลจาก นีลเส็น ระบุว่า ตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมปราศจากน้ำตาล 0 แคลอรี่ในปี 2559 มีมูลค่า 980 ล้านบาท เติบโตขึ้น 15.8% แสดงว่าคนไทยใส่ใจกับสุขภาพ ควบคุมเรื่องน้ำตาล แต่ยังต้องการเครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นอยู่

อย่าไรก็ดีการขับเคลื่อนของ 2 น้ำดำนี้ เป็นเพียงกรณีศึกษาที่ทำให้กลุ่มเครื่องดื่มอื่นๆ รวมทั้งกลุ่มอาหารหันมาปรับตัว เพราะน้ำตาลยังคงสำคัญอยู่ แต่การปรุงแต่งต้องพิถีพิถัน ดำเนินการให้สอดรับกับมาตรฐานสากล มุ่งมั่นและพัฒนานำเอาความหวานจากธรรมชาติมาผนวกใช้ แต่ถ้าหากยังฟื้นบางครั้งคุณเองจะเป็นคนฆ่าให้ “น้ำตาล” กลายเป็นผู้ร้าย

 
coca-cola-zero-sugar-gb-lead-598x336
 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *