ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค มอบเงินให้กับ“กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 และโรคระบาดต่างๆ”
August 11, 2020
นายปริวัฒน์ วรรณกลาง : ม.การกีฬาแห่งชาติ ศูนย์กลางด้านการกีฬาที่สมบูรณ์สู่สากล
August 11, 2020

Green Energy : “สกายเวลล์ ประเทศไทย” สยายปีก รุกธุรกิจ ยานยนต์พลังงานสะอาดในไทย

 

จากสถิติยอดการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าของไทยที่เพิ่มขึ้นในทุกปีโดยขณะนี้มีผู้ใช้แล้วกว่า 1.6 แสนคน ในจำนวนดังกล่าวนอกจากรถยนต์ส่วนบุคคล มีรถยนต์ประเภทต่างๆ เพิ่มขึ้นเช่นกัน และหนึ่งในนั้น คือ กลุ่มยานยนต์เพื่อการขนส่งสินค้า ขนส่งสาธารณะ ซึ่งมองโดยภาพรวมแล้วถือได้ว่า ทิศทางยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยกำลังได้รับความสนใจ

จากการพูดคุยกับคุณปริญญ์ เสถียรปกิรณกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด บริษัท สกายเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ยานยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังได้รับความสนใจ มีหลากหลายปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุนเช่น การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการใช้งาน ลงทุนการผลิต จากทางภาครัฐ ไม่เพียงเท่านั้นจากตัวอย่างที่จีนในเรื่องของปัญหา PM 2.5 ยานยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์การจัดการได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าขยายการใช้งานไปยังกลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะรถขนาดใหญ่จำพวกรถขนส่งสินค้าที่วิ่งระยะไกล หรือ รถขนส่งสาธารณะที่วิ่งในตัวเมืองจะเป็นการช่วยจัดการปัญหาเรื่องมลภาวะได้เป็นอย่างดี

“ด้วยความสำคัญดังกล่าว ผนวกกับโอกาสที่ดีทางธุรกิจ เราเองจึงได้เปิดตัวบริษัท สกายเวลล์ ประเทศไทย โดยปักหมุดรุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเต็มตัวเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา โฟกัสกลุ่มรถตู้อเนกประสงค์ รถบัสโดยสาร และ รถบรรทุกคาร์โก้ เพื่อให้ลูกค้าในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนได้มีทางเลือกใหม่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยยานยนต์ภายใต้แบรนด์ สกายเวลล์ เป็นผลผลิตมาจากประเทศจีน เพียบพร้อมไปด้วยศักยภาพและประสิทธิภาพ เช่น  แบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออนฟอสเฟต (LFP) ที่มีความปลอดภัยสูงมาก  เทคโนโลยี liquid cooling system ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเย็นในแบตเตอรี่ และป้องกันการระเบิดในสภาวะที่อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  ระยะทางขับเคลื่อนต่อการชาร์จที่มากกว่า 300 กิโลเมตรโดยใช้เวลาในการชาร์จไฟแบบเร็ว (DC charging) 30 นาที ที่สำคัญมาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานสากล  ราคาในรุ่นเริ่มต้นต่ำกว่า 1 ล้านบาท เป็นต้น” คุณปริญญ์ เผย

เมื่อสอบถามไปยังชนิดของยานยนต์ไฟฟ้าของ สกายเวลล์ ทางผู้บริหารได้ขยายความต่อว่า ยานยนต์ไฟฟ้าจากสกายเวลล์ เป็น ยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery electric vehicle หรือ BEV) โดยชนิดนี้ จะเป็นยานยนต์ไฟฟ้าแบบไม่มีเครื่องยนต์ จะมีเพียงมอเตอร์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานจากแบตเตอรี่จากการชาร์จไฟ ซึ่งสอดรับกับ สถานการณ์การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในไทย เพราะสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือ (Charging station) ข้อมูล ณ ปัจจุบัน มีแล้วกว่า 500 ทำเล หรือ ประมาณ 1,200 หัวจ่าย และยังมีการกำหนดแนวทางอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับสถานี และมีความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาระบบการเชื่อมต่อการใช้สถานีอัดประจุไฟฟ้าข้ามเครือข่ายอีกด้วย (Charging Consortium)

คุณปริญญ์ เผยต่อไปว่า ทิศทางของยานยนต์ไฟฟ้าเมื่อมองถึงภาพรวมในตลาดโลกเริ่มมีการปรับเปลี่ยนมาใช้มากขึ้น ด้วยหลายปัจจัย แต่หลักๆ คือ ปัญหาเรื่องพลังงาน และ มลพิษทางสิ่งแวดล้อม หัวใจของยานยนต์ไฟฟ้า คือ แบตเตอรี่ ซึ่งมีมูลค่ามากที่สุดเทียบกับราคารถ  แต่ส่วนตัวมองว่าในอนาคตอันใกล้เมื่อมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและการแข่งขันที่สูงขึ้น ราคาของแบตเตอรี่จะลดลงและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นทางเลือกหลัก

 

สำหรับ สกายเวลล์ ประเทศไทย นอกจากมียานยนต์ให้บริการสำหรับทางเลือกทางธุรกิจและใช้สำหรับส่วนบุคคล ยังได้ให้ความสำคัญกับการบริการผ่านการ รับสิทธิประโยชน์จาก สมาร์ทสเตชั่น ซึ่งถือเป็นพันธมิตรที่มีแนวคิดสอดคล้องกับทาง สกายเวลล์ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย สอดรับกับแนวคิดในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในด้าน Smart Energy Smart Cleaning Smart Food และ Smart Services ที่สำคัญสกายเวลล์ยังเน้น การพัฒคุณานยนต์ไฟฟ้าที่คุ้มค่า มีคุณภาพ ช่วยประหยัดพลังงาน และ ราคาประหยัด คุ้มค่าแก่การลงทุน ตามกลยุทธ์ที่ว่า Save Money, Save Earth with SKYWELL

หากยานยนต์ไฟฟ้ามีแบตเตอรี่เป็นหัวใจ ทัศนคติต่อการเปิดรับยานยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อและเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ และแน่นอนนอกจากคุณภาพของสินค้า ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตยังต้องมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ถือเป็นมิติที่น่าจับตามอง และคาดว่าจะเห็นมลภาวะทางอากาศในแต่ละเมืองที่ประสบปัญหามีท้องถนนที่สวยขึ้น จากนี้ในฐานะผู้บริโภคนอกจากติดตามข่าว คงจะต้องติดตามความเคลื่นไหวของยานยนต์พลังงานสะอาดมากขึ้น เพราะจะไม่ใช่แค่ ยานยนต์ส่วนบุคคลอีกต่อไป ยานยนต์ไฟฟ้านี้หากขยายไปยังภาคธุรกิจจะทำให้วงจรการดำเนินธุรกิจลดได้ทั้งต้นทุนและช่วยช่วยสร้างโอกาสและงานให้กับคนไทย รวมถึงลดปัญหาฝุ่น Pm 2.5 ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย