ทิพยประกันภัย ลุยแจกประกันแพ้วัคซีน โครงการ “TIP ห่วงไทย สู้ภัยโควิด” 1,000,000 สิทธิ์ ยืนยันหากมีประกันแพ้วัคซีนอยู่แล้วก็สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้อีก
May 3, 2021
ไทยเวียตเจ็ทร่วมมหกรรมช้อปออนไลน์ 5.5
ตั๋วเครื่องบินเริ่มต้น 5 บาท แพลนทริปไว้ล่วงหน้า ในราคาสุดคุ้ม!
May 4, 2021

กบข. ผสานความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ
ยกระดับการให้ความรู้ด้านการเงินการลงทุนแก่สมาชิกทั่วประเทศ

กบข. มองภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงฟื้นตัวในระยะต่อไป อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯระยะยาว อยู่ในขาขึ้น แต่คาดว่าค่อยเป็นค่อยไปในไตรมาสที่ 2

ข้อมูล ณ วันที่ 21 เมษายน 2564 โดยฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

ท่ามกลางการระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่ ภาพรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงมีแนวโน้มทรงตัวหรือดีขึ้นในระยะต่อไป ดัชนีเศรษฐกิจทยอยปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอุปสงค์และอุปทาน ทหรือภาคการผลิตและบริการ การค้าโลกแสดงสัญญาณฟื้นตัวดีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทาง IMF ได้ปรับขึ้นการคาดการณ์อัตราการเติบโต GDP ของเศรษฐกิจทั่วโลกโดยเฉพาะของสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับประเทศไทยนั้นเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลก อันเนื่องมาจากภาวะ Covid-19 แพร่ระบาดระลอกสามและการกระจายวัคซีนที่ล่าช้า ทำให้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และการกลับมามีรายได้จากการท่องเที่ยว

กบข. มองแนวโน้มภาพรวมการลงทุนในช่วงนี้และระยะถัดไปจากปัจจัยความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อ การคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่อาจเริ่มชะลอตัวลง และจากแนวโน้มที่ Fed อาจเริ่มลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินโดยการส่งสัญญาณปรับลดเม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE taper) ในช่วงกลางปีหรือในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ จากปัจจัยดังกล่าว รวมถึงผลประกอบการโดยรวมจากสถาบันการเงินในไตรมาสที่ 1 ที่ออกมาดีกว่าที่คาด ส่งผลกระทบเชิงบวกกับตราสารทุนกลุ่มปลายวัฏจักรการลงทุน ได้แก่ ตราสารทุนกลุ่ม Value และ Cyclical เช่น การเงิน อุตสาหกรรม และพลังงาน นอกจากนี้การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond Yield) และการคาดการณ์ส่งสัญญาณ QE Taper ดังกล่าว ส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ภาคเอกชน และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม Growth เช่น หุ้นกลุ่ม Technology

ในขณะเดียวกัน กบข. ยังคงคาดการณ์ Bond Yield อายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ ไว้ที่ 1.8-2.0 % ภายในปี 2564 แต่ค่อยเป็นค่อยไปในไตรมาสที่ 2 นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของ Bond Yield และการคาดการณ์ส่งสัญญาณ QE Taper อาจผลักดันให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า โดยที่ USDTHB อาจไปถึงระดับ 31.5-31.7 แต่คาดว่าภายในปีนี้ไตรมาสที่ 4 อาจกลับมาใกล้เคียงระดับ 31.3 ซึ่งค่อนข้างอ่อนค่าเมื่อเทียบกับปลายปีที่ 2563 เนื่องจากประมาณการดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย (Current Account) เข้าใกล้ศูนย์หรือติดลบ เนื่องจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า และมูลค่าการนำเข้าที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น