เมืองไทยประกันภัย ยินดีแข้งสาวไทยร่วมมอบรางวัลพิเศษ ผลงานซีเกมส์ 2017
October 10, 2017
อัตราการจ้างงานธุรกิจ ‘โซลาร์’ พุ่งอันดับหนึ่ง สวนทางนโยบาย ‘ถ่านหิน’ ของโดนัลด์ ทรัมป์
October 12, 2017

เมื่อ ‘ป่าเขตร้อน’ ไม่ใช่ปอดของโลกอีกต่อไป จากดูดซับ … ตาลปัตรเป็นตัวการปั๊มคาร์บอน

กลายเป็นเรื่องชวนปวดหัวกุมขมับของเหล่านักสิ่งแวดล้อมและนักวิทยาศาสตร์ เมื่องานวิจัยล่าสุดเปิดเผยว่า ทุกวันนี้ป่าเขตร้อนที่เคยทำหน้าที่เป็น Carbon Sink หรืออ่างกักเก็บคาร์บอนและฟอกใหม่ ถูกเปลี่ยนเป็นแหล่งสร้างคาร์บอนเสียเอง

โดยเฉพาะป่าเขตร้อนในทวีปอเมริกาใต้ แอฟริกา และเอเชีย ซึ่งเคยมีบทบาทเป็นป่าหลักที่สำคัญในการชำระล้างคาร์บอน ปัจจุบันป่าเหล่านี้ปล่อยคาร์บอนต่อปีสูงถึง 425 เทราแกรม (teragram) ซึ่งมากกว่าควันรถยนต์บนท้องถนนทั่วสหรัฐเสียอีก

งานวิจัยดังกล่าวถูกเผยแพร่ผ่านวารสารวิชาการ Science เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 ก.ย.2017 พร้อมข้อความเป็นกังวลจากเหล่านักวิจัยที่ออกมาเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องรีบทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ไขโดยด่วน

สำหรับป่าเขตร้อนถือเป็นโอเอซิสหลักสำคัญหรือปอดของโลกมาอย่างยาวนาน เป็นพื้นที่สำคัญในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกจากชั้นบรรยากาศ แต่อย่าลืมว่าป่าเหล่านั้นยังสามารถปล่อยมลพิษกลับมาและก่อให้เกิดภัยธรรมชาติอย่างที่เราเห็นได้ด้วยไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง หรือไฟป่า ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

แต่ที่ไม่ปกติก็คือ ภัยดังกล่าวทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็หนีไม่พ้นฝีมือมนุษย์เอง โดยเฉพาะการตัดไม้ทำลายป่า ประกอบกับป่าที่เคยเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนชั้นดีเริ่มอ่อนแอและเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้เช่นเคย

อเลสสาโดร์ บาซซินี (Alessandro Baccini) หัวหน้าทีมวิจัยจากศูนย์วิจัย Woods Hole Research Center แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน (Boston University) แสดงความเห็นต่อเรื่องราวที่ไม่คาดฝันว่า การค้นพบที่สำคัญคือป่าในเขตร้อนไม่ได้เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนแต่เป็นแหล่งสร้างคาร์บอนเสียเอง

นั่นหมายความว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากป่าเขตร้อนจะมากกกว่าการกำจัดคาร์บอนที่ภูมิภาคนี้เคยสามารถทำได้ ข้อมูลเหล่านั้นมันมันทำให้พวกเราแทบนั่งไม่ติดพื้น เมื่อป่าไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่เราคิด

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำมากที่สุด นักวิทยาศาสตร์ในทีมวิจัยดังกล่าวได้ศึกษาข้อมูลจากดาวเทียมทั่วโลกเป็นเวลา 12 ปี และค้นพบว่า การสูญเสียดังกล่าวเป็นสถานการณ์ของทุกป่าในทุกทวีป ไม่เว้นแม้แต่ป่าอะเมซอน ป่าเขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวคือตั้งแต่ปี 2003-2014 ป่าบริเวณทวีปอเมริกาใต้ปล่อยคาร์บอนมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนคาร์บอนทั้งโลก รองลงมาคือแอฟริกา 24 เปอร์เซ็นต์และเอเชีย 16 เปอร์เซ็นต์

“ก่อนหน้านี้เรารู้กันอยู่แล้วว่าป่าเสื่อมโทรมเป็นปัญหา แต่เราไม่รู้ว่ามากขนาดไหนและตรงไหนบ้าง ตอนนี้เรารู้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหนและจะจัดการกับป่าที่ยังหลงเหลือความสามารถในการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนอยู่ได้อย่างไร” เวย์น วอลค์เกอร์ หนึ่งในทีมวิจัยดังกล่าวเพิ่มเติม

สิ่งสำคัญที่สุดในการช่วยเหลือป่าเหล่านั้นคือ ชาวท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในนั้น เพราะพวกเขารับรู้ปัญหาและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับป่าที่พวกเขาอาศัยอยู่ได้

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่คิดเสียหมด เมื่อรัฐบาลบางประเทศยังคงจ้องที่จะวาดฝันให้ประเทศตัวเองกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการลดจำนวนพื้นที่ป่าและแทนที่มันเข้าไปด้วยแหล่งโรงงาน อุตสาหกรรมแทน เช่น ประเทศบราซิลและโคลัมเบียที่มีจำนวนป่าไม้ลดลงรวดเร็วที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อนำมาใช้เป็นพื้นที่สำหรับเลี้ยงปศุสัตว์อย่างวัว ส่วนพื้นที่ป่าในเอเชียที่หายไปนั้นถูกทดแทนด้วยป่าปาล์มน้ำมันแทน

“แต่มันยังมีหนทางที่จะฟื้นฟูป่าด้วยการลดและหยุดตัดไม้ทำลายป่า และเพิ่มโครงการฟื้นฟูสภาพป่าเข้าไป มนุษย์สามารถช่วยให้พื้นที่ดังกล่าวกลับมาเป็นปอดของโลกได้ใหม่อีกครั้ง และจะกลายเป็นปอดที่ใหญ่และขาวสะอาดกว่าเดิม” บาซซินีกล่าวอย่างมีความหวัง

Credit : Green News
 
ฮ้วยอัน
 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *