แนวทางและตัวอย่างการจัดการขยะในชุมชนสู่อนาคตสีเขียว
November 3, 2017
ธ.ก.ส. ครบรอบ 51 ปี
November 6, 2017

ธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ดีต่อใจ (พนักงาน) … ดีต่อโลก


 
 

จะดีแค่ไหน ถ้าไลฟ์สไตล์สีเขียวทำให้เราได้รับ “ผลประโยชน์พิเศษ” เพิ่มเติมจากนายจ้าง

เพียงแค่เราย้ายไปอยู่ใกล้ออฟฟิศ หรือเพราะเราเดิน นั่งรถเมล์ หรือขับรถยนต์ไฟฟ้าไปทำงาน ถ้าหากเราอยากจะติดตั้งโซลาร์เซล หรือซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน ทางบริษัทยังช่วยออกค่าใช้จ่ายให้ส่วนหนึ่งอีกต่างหาก

เพื่อมุ่งไปสู่เส้นทางของการเป็นธุรกิจสีเขียว (Green Business) ทำให้หลายบริษัทใส่ใจในการผลิตสินค้าหรือให้บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีหลักการ นโยบาย และหน้าที่ซึ่งคำนึงถึงความยั่งยืน รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ช่วยลดผลกระทบทางลบ หรือส่งผลกระทบทางบวกต่อสภาพแวดล้อมของประชาชน ชุมชน สังคม และ โลก พร้อมกับที่ใส่ใจในคุณภาพชีวิตของพนักงาน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนของบริษัท สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ แล้วอาจจะทำให้บริษัทได้ผลกำไรมากขึ้นด้วย

ปัจจุบันมีธุรกิจจำนวนมากได้นำแนวคิดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) ให้เข้ามาใกล้ชิดกับพนักงานของตนยิ่งขึ้น ด้วยการมอบผลประโยชน์พิเศษสำหรับพนักงานซึ่งมีพฤติกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแค่ในออฟฟิศ แต่ยังรวมถึงกิจกรรมต่างๆ ซึ่งลูกจ้างทำในชีวิตประจำวันที่บ้านด้วย และแนวคิดนี้ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยในปีที่ผ่านมา

ผลประโยชน์พิเศษของพนักงานหรือ Employee Perk ทำให้บุคลากรในบริษัทได้ตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืน โดยแต่ละองค์กรกำหนดเป็นนโยบาย รวมทั้งขอความร่วมมือ หรือจัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นเพื่อจูงใจ โน้มน้าวใจพนักงาน สำหรับผลประโยชน์พิเศษนี้ อาจจะมาทั้งในรูปของผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินหรือสิ่งของต่างๆ

หนึ่งในบริษัทที่คนรุ่นใหม่อยากเข้าทำงานมากที่สุดในโลกคือ เจ้าของสื่อสังคมออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง เฟซบุ๊ก พวกเขามีนโยบายมอบโบนัส 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 3 หมื่นบาท) สำหรับพนักงานใหม่ซึ่งยินดีย้ายมาอยู่ใกล้กับบริษัทมากขึ้น ทั้งยังมีบริการรถรับส่งเพื่อให้พนักงานเดินทางร่วมกัน ส่งเสริมให้ใช้ขนส่งสาธารณะ และขี่จักรยานมาทำงาน โดยให้บริการที่จอด ห้องอาบน้ำ ตู้เก็บของ บริการซักรีดให้นักปั่นสามารถเก็บเสื้อผ้าไว้ในที่ทำงานได้ ทั้งยังมีร้านซ่อมบำรุงจักรยานในบริษัทด้วย

เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างยั่งยืน เฟซบุ๊ก ยังได้ลงนามเป็นหนึ่งใน 250 บริษัท ซึ่งเข้าร่วม Workplace Charging Challenge โครงการของกระทรวงพลังงานสหรัฐที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจจะกระตุ้นให้ผู้คนรู้จัก ยอมรับ และใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น โดยบริษัทที่เข้าร่วมจะติดตั้งสถานีชาร์จไฟรถยนต์เพื่อให้บริการกับพนักงาน

ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลงชื่อเข้าร่วมโครงการ Workplace Charging Challenge รวมถึง 3เอ็ม, แบ็กซ์เตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, แคปิตอล วัน, ซิกน่า, ซิสโก ซิสเต็มส์, โคคา-โคล่า, เดลล์, เอลี ลิลลี่, ฟอร์ด, เจนเนอรัล มอเตอร์ส, กูเกิ้ล, ไคเซอร์ เพอร์มาเนนเต, เมตไลฟ์ ฯลฯ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างสถานีชาร์จมากกว่า 5,500 แห่ง มีพนักงานกว่า 1 ล้านคนได้ใช้ เป้าหมายของโครงการนี้คือ ต้องการให้มี 500 บริษัทเข้าร่วมภายในปี 2018

 
 

ขณะที่ ธนาคารแห่งอเมริกา มีนโยบายมอบเงิน 500 เหรียญสหรัฐ ให้กับพนักงานที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ของโซลาร์ซิตี้บนหลังคาบ้าน ทั้งยังมอบเงิน 3,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1 แสนบาท) สำหรับพนักงานซึ่งต้องการซื้อรถไฮบริด หรือรถไฟฟ้า โดยล่าสุดพบว่า พนักงานกว่า 7,200 รายได้เข้าร่วม และได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้

บริษัทประกันภัยระดับโลก สวิส รี (Swiss Re) ได้ริเริ่มโครงการ COyou2 เมื่อราว 10 ปีที่แล้ว และมีกำหนดจะทำไปถึงปี 2020 โดยให้เงินสนับสนุน 50 % สำหรับพนักงานซึ่งต้องการลงทุนในโครงการช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเครื่องใช้ภายในบ้าน ติดตั้งฉนวนกันความร้อน รวมทั้งหันมาเดินทางไปกลับบ้าน-ที่ทำงานด้วยวิธีการซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในช่วง 7 ปีแรกของโครงการ บริษัทประกันภัยได้มอบเงินอุดหนุนพนักงานในส่วนนี้มากกว่า 9,000 ราย

คลิฟ บาร์ บริษัทอเมริกันผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ สนับสนุนพนักงานที่มาทำงานด้วยการเดิน ปั่นจักรยาน รวมทั้งใช้การขนส่งสาธารณะหรือคาร์พูล เป็นเงินตอบแทนสูงสุดอยู่ที่ 960 เหรียญสหรัฐต่อปี พนักงานยังสามารถสะสมคะแนนรักษ์โลก เพื่อนำไปแลกเป็นเงิน และรางวัลอื่นๆ ได้ บุคลากรที่ซื้อรถไฮบริดหรือใช้ไบโอดีเซล หรือซื้อจักรยานก็จะได้รับเงินช่วยเหลือส่วนหนึ่งจากบริษัทด้วย นอกจากนี้คลิฟ บาร์ยังมอบเงินมากถึง 1,000 เหรียญต่อปีเพื่อให้พนักงานนำไปปรับปรุงบ้าน อย่างเช่น ซื้อเครื่องใช้ประหยัดพลังงาน ติดตั้งฉนวนกันความร้อน ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ เป็นต้น

ผู้ประกอบการด้านการขนส่งและลอจิสต์ติกอย่าง ดอยช์โพสต์ดีเอชแอล ทำโครงการชื่อ GoGreen ซึ่งเป็นโปรเจคต์ด้านความยั่งยืนของบริษัท โดยให้พนักงานสามารถลงทะเบียนเพื่อยืมรถยนต์ไฟฟ้าไปใช้ได้

ด้วยนโยบายและผลประโยชน์พิเศษแบบกรีนๆ ทำให้บริษัทเหล่านี้มีเสน่ห์ดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่ให้มาทำงานร่วมด้วย จากการสำรวจโดย อเดกโก้ บริษัทด้านทรัพยากรบุคคลระดับนานาชาติ พบว่า พนักงาน 52% รู้สึกว่า บริษัทของตนควรทำเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยนโยบายสีเขียวทำให้พนักงานมีความภักดี และมีจริยธรรมต่อองค์กรมากขึ้น

เพราะพนักงานยุคใหม่ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่เงินเดือน โบนัส หรือ สวัสดิการทางด้านสุขภาพที่ดีเท่านั้น พวกเขายังอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทซึ่งมีนโยบายสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับโลกอีกด้วย

Credit : Green News
 
ฮ้วยอัน