“ดอยคำ” เกษตรเพื่อชุมชน ผลิตผลคนไทย
February 5, 2018
Energy 4.0 รากฐานการพัฒนาพลังงาน แห่งอนาคต Ep.3
February 16, 2018

Energy 4.0 รากฐานการพัฒนาพลังงาน แห่งอนาคต Ep.2


โดย ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน
 
slide-observatory-point4
 

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้รับมอบหมายจากกระทรวงพลังงาน ในการขับเคลื่อนนโยบาย Energy 4.0 โดยได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งปัจจุบันโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ประกอบด้วย 4 โครงการหลัก

1. ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) เป็นทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลและส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม

2. เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems) ในระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานทดแทนให้มีเสถียรภาพ

3. SPP Hybrid Firm ส่งเสริมระบบโรงไฟฟ้ารายเล็ก จากพลังงานหมุนเวียน เพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน

4. Smart Cities เมืองอัจฉริยะ เพื่อคุณภาพชีวิตของ ประชาชนที่ดีขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 
22278992_10155784450308044_1958362672_o-1
 

“ยานยนต์ไฟฟ้า” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Future Industry) และได้ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคอาเซียน โดยมีมาตรการเพื่อส่งเสริมให้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยสามารถเดินหน้าไปได้ อาทิ มาตรการส่งเสริมการลงทุนสายการผลิตรถยนต์ ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และ ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงมาตรการด้านภาษีต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการลงทุนมากขึ้นตามแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2558-2579 (EEP2015) กระทรวงพลังงานตั้งเป้าให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าถึง 1.2 ล้านคัน ในปี 2579

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ได้มีการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งมวลชน ภายใต้โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊ก ให้เป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า (eTukTuk) เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าของรถตุ๊กตุ๊กนำรถที่ใช้งานอยู่มาเปลี่ยนเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าทั่วประเทศกว่า 22,000 คัน ภายใน 5 ปี ซึ่งจะมีการนำร่องก่อน 100 คัน ในปี 2560-2561 ซึ่งจะมีการเปิดตัวโครงการในวันที่ 4 ตุลาคม 2560

ซึ่งการขับเคลื่อนภารกิจยานยนต์ไฟฟ้า แบ่งเป็น 3 ระยะ โดยปัจจุบันอยู่ใน ระยะที่ 1 เป็นการเตรียมความพร้อมการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (ระหว่างปี 2559 – 2560) มุ่งเน้นการนำร่องการใช้งานกลุ่มรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า เนื่องจากจะเกิดประโยชน์ในวงกว้างและสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้งานได้ง่าย อาทิ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นำร่องโครงการจัดหารถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า 200 คัน มีการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ช่วยดำเนินการปรับปรุงระบบไฟฟ้ารองรับสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั้ง 4 สถานี ของ ขสมก. เพื่อรองรับโครงการนำร่องรถดังกล่าว, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการนำร่องสาธิตการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า และพัฒนาระบบรวบรวมข้อมูล, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินโครงการนำร่องรถโดยสารสาธารณะไฟฟ้า และวิ่งระหว่างเมือง และปตท.ดำเนินโครงการนำร่องรถโดยสารรับ-ส่ง พนักงาน ปตท. สำนักงานใหญ่- รถไฟฟ้า BTS (หมอชิต)

การเตรียมความพร้อมรองรับยานยนต์ไฟฟ้า มีเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ คือ “สถานีอัดประจุไฟฟ้า” หรือ Charging Station ในปี 2560 กระทรวงพลังงานมีโครงการสนับสนุนการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) สำหรับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จำนวน 150 สถานี โดยใช้งบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งมีทั้ง 2 รูปแบบ คือ Normal Charge ที่เป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าหัวจ่ายแบบธรรมดา ใช้เวลาในการอัดประจุไฟฟ้าประมาณ 4 – 6 ชั่วโมง และ Quick Charge สถานีอัดประจุไฟฟ้าหัวจ่ายเร่งด่วน ใช้เวลาในการอัดประจุไฟฟ้าประมาณ 30 นาที และคาดว่าในปี 2579 จะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั่วประเทศ 690 สถานี

 
SDGE-home-page-rotation-4
 

เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage Systems : ESS) หรือที่รู้จักกันดี คือ แบตเตอรี่หรือเพาเวอร์แบงก์ขนาดใหญ่ นับเป็นเทคโนโลยีที่มีความจำเป็นสำหรับระบบไฟฟ้าในอนาคต มีหน้าที่หลักคือ กักเก็บสะสมพลังงานส่วนเกินที่ผลิตได้ เพื่อนำมาใช้ในยามจำเป็น สำหรับรักษาสมดุลของการผลิตกับการบริโภคพลังงานที่เกิดขึ้น โดยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานสำหรับโรงไฟฟ้า ช่วยให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมีเสถียรภาพมากขึ้น และ 2.เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า ได้แก่ บ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน เพื่อใช้บริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าของตัวเอง กล่าวคือ ระบบสามารถกักเก็บไฟฟ้าในช่วงการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ และนำไฟฟ้าไปจ่ายช่วงที่มีต้นทุนสูง ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกที่จะใช้ไฟฟ้าที่เก็บสะสมไว้แทนการซื้อไฟจากระบบในช่วงพีก เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ไฟฟ้าได้ เป็นต้น นอกจากนี้ บทบาทสำคัญอีกประการคือ ช่วยสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) โดยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานสามารถตอบโจทย์ข้อจำกัดของแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ให้สามารถใช้งานได้ในระยะทางที่ไกลมากขึ้น

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้สนับสนุนให้มีการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวในด้านต่างๆ โดยนำร่องการใช้งานในด้านความมั่นคงและเมื่อเกิดภัยพิบัติ ใช้สำรองไฟในนิคมอุตสาหกรรม การกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทน ในพื้นที่ห่างไกล ตลอดจนใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างฐานการพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานให้มีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ในระยะยาว โดยมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้บริหารจัดการโครงการ