Energy 4.0 รากฐานการพัฒนาพลังงาน แห่งอนาคต Ep.3
February 16, 2018
Green Life Plus Issue 18 : February 2018
February 25, 2018

กระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรง ภาครัฐเร่งเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับ


By Mr.Green
 
20170929EA-01
 

จากกระแสของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวี ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยเอง ก็พยายามที่จะผลักดันให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้แพร่หลาย ซึ่งเห็นได้จากมติคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานหลักพิจารณาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่จะกำหนดวิธีการ และแนวทางการในการปฏิบัติเพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งมีเป้าหมาย ในการส่งเสริมเพื่อให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2579 รวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านคัน

โดยในระยะเริ่มแรกทางกระทรวงพลังงาน จะเป็นผู้รับผิดชอบในการวางโครงสร้างพื้นฐานหรือจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับหน่วยงาน ราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน เพื่อเป็นสถานีนำร่องสำ หรับรองรับยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยมอบหมายให้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ร่วมกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไปดำเนินการ

 
ที่ชารจ์2
 

- เร่งจัดตั้งสถานีชาร์จ

จากการดำเนินงานตั้งแต่เดือนต.ค. 2559 – ก.ย. 2560 ทางสมาคมฯ ได้มีการเปิดรับสมัครผู้สนใจที่เป็นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชน ขอรับการสนับสนุนจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมแล้ว 4 รอบ ได้สถานีอัดประจุไฟฟ้ารวม 94 หัวจ่าย แบ่งเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าหัวจ่ายแบบธรรมดา (Normal Charge)จำนวน 60 หัวจ่าย และสถานีอัดประจุไฟฟ้าหัวจ่ายเร่งด่วน (Quick Charge) จำนวน 34 หัวจ่าย โดยปัจจุบัน มีสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว 21 หัวจ่าย เช่น ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โครงการคริสตัลดีไซน์เซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด อาคารซีพี ทาวเวอร์ โรงแรม โซ โซฟิเทล เป็นต้น ซึ่งการจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าดังกล่าว การลงทุนส่วนหนึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ขณะที่รอบที่ 5 นั้น จะเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 1-15 มีนาคม 2561

โครงการสนับสนุนติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) รอบที่ 5 สำหรับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชนเข้าร่วม ระหว่างวันที่ 1 – 30 มี.ค. 2561 ซึ่งส่วนราชการ จะได้รับเงินสนับสนุนรวมค่าติดตั้งสำหรับ Quick Charge 1.8 ล้านบาท และ Normal Charge จะได้รับเงินสนับสนุน1.9 แสนบาท ส่วนรัฐวิสาหกิจได้ค่าสนับสนุนสำหรับ Quick Charge 1 ล้านบาท และเอกชน ทางสมาคมฯ ให้การสนับสนุนร้อยละ 30 ของราคาหัวจ่ายประเภท Quick Charge

- ตั้งเป้าปีนี้150หัวจ่าย

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ชี้ให้เห็นก่อนหน้านี้ว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว ตั้งเป้าหมายสนับสนุนสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ได้ 150 หัวจ่ายภายในปี 2561 เพื่อให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย 1.2 ล้านคัน ทั้งแบบยานยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) และยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle) ภายในปี 2579

ปัจจุบันทั่วโลกมียานยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 2 ล้านคันซึ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเป็นยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ประมาณ 1.2 ล้านคัน สำหรับประเทศไทย เริ่มตื่นตัวและมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยมียานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในประเทศไทย 103,702 คัน แบ่งเป็น ยานยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งแบบไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 102,308 คันและยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) 1,394 คัน ซึ่งในอนาคตจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคลจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น

โดยที่ผ่านมากระทรวงพลังงานมีการเตรียมความพร้อมรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัว และจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ได้แก่ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การสนับสนุนการวิจัยแบตเตอรี่ สนับสนุนการนำร่องยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มรถสาธารณะ อาทิ รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง เช่น เตรียมความพร้อมระบบไฟฟ้า การเตรียมความพร้อมด้านสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) เป็นต้น

 
ที่ชาร์จ1
 

- รัฐไฟเขียวตั้งปั๊มชาร์จเสรี

นอกจากนี้ หากประชาชนมีความสนใจที่จะจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าเอง โดยไม่เข้าร่วมโครงการ ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ได้จัดทำ “คู่มือแนะนำการขอประกอบกิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า(EV)”ขึ้น เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาในรายละเอียดก่อนดำเนินการขออนุญาตอย่างถูกต้อง และเป็นไปตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550เนื่องจาก“ระเบียบการขออนุญาตการประกอบกิจการจัดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ” ยังอยู่ระหว่างจัดทำ ซึ่งยังไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้นในระหว่างนี้จึงให้ใช้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงานฯ ไปพลางก่อน

สำหรับการขออนุญาตติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพื่อจำหน่าย จะแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีแรก สถานีอัดประจุไฟฟ้าที่มีขนาดการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งมีการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าหรือเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าขนาดรวมตั้งแต่ 1,000 kVA ขึ้นไป เข้าข่ายเป็นการประกอบกิจการพลังงานตามมาตรา 47 ซึ่งต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการจำหน่ายไฟฟ้าจาก กกพ. และ กรณีที่2. สถานีอัดประจุไฟฟ้ามีขนาดการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งมีการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าหรือเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าที่มีขนาดต่ำกว่า 1,000 kVA ถือว่าได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตดังกล่าว แต่ต้องแจ้งการประกอบกิจการจำหน่ายไฟฟ้ากับสำนักงาน กกพ.

ส่วนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่อยู่ในสถานีบริการน้ำมันนั้นมีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างละเอียด โดยเบื้องต้นกำหนดให้มีระยะห่างจากหัวจ่ายไฟฟ้าและหัวจ่ายน้ำมันต้องไม่น้อยกว่า 5 เมตร (อุปกรณ์ไฟฟ้าบริเวณนี้ต้องเป็นแบบ Explosion proof) และระยะห่างจากหัวจ่ายไฟฟ้าและหัวจ่ายน้ำมันต้องไม่น้อยกว่า 12 เมตร เว้นแต่จะมีมาตรการป้องกันการเกิดประกายไฟจากหัวจ่ายไฟฟ้า นอกจากนี้ต้องจัดทำสัญลักษณ์สถานีอัดประจุไฟฟ้าและสัญลักษณ์บริเวณติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าทุกเครื่อง และต้องมองเห็นได้ชัดเจนในเวลากลางคืน

โดยสรุปแล้วการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ที่จะต้องวางโครงสร้างพ้นฐานให้พร้อม ที่จะรองรับการมาของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันบริษัทรถยนต์เกือบจะทุกค่ายได้ให้ความสนใจที่จะผลิตรถยนต์อีวีออกมา เพียงแต่รอมาตรการส่งเสริมทางด้านการตลาด จากรัฐบาล ที่จะช่วยให้รถยนต์อีวีมีราคาถูกลง เข้าถึงทุกกลุ่มผู้บริโภคได้