วิ่งเถอะแล้วจะรู้ว่า “ดี” กับ 5 เหตุผลดีๆที่วิ่งให้มากกว่าสุขภาพ
May 15, 2018
รถยนต์ไฟฟ้าคึกคัก ผู้ประกอบการตบเท้าโชว์ศักยภาพ ใช้จริง วิ่งได้จริง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
May 22, 2018

เซี่ยงไฮ้ – สิงคโปร์ ต้นแบบเมืองสีเขียว ที่ไม่ได้สร้างขึ้นในช่วงเวลาแปปเดียว


By Mr.Green
 
DSCF0717
 

เราคงเริ่มได้ยินและมักคุ้นกับคำว่า Green City ซึ่งทางประเทศไทยกำลังพัฒนาและยกระดับในจังหวัดต่างๆ ให้เข้าสู่การเป็นเมืองสีเขียวอย่างเต็มตัว สำหรับในแง่ของความหมายนั้น Green City หมายถึง “เมืองที่มีต้นไม้พืชพันธุ์หรือพื้นที่สีเขียวที่มีประโยชน์ต่อการใช้งานดำรงชีวิตของประชากรเมือง ทั้งตามสภาพดั้งเดิมตามธรรมชาติ สภาพกึ่งธรรมชาติและสภาพเลียนแบบธรรมชาติ ที่ทำขึ้นให้เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ของเมืองเมืองนั้น ที่สำคัญคือจะต้องสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งต่อดิน น้ำและอากาศให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีต่อประชาชนที่อยู่อาศัยในเมือง”

หากมองในมุมที่กว้างไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน มหานครเซี่ยงไฮ้ คือ หนึ่งเมืองในประเทศจีนที่ทำการลงทุนในด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมากหลักพันล้านเหรียญสหรัฐ อาทิ การทำความสะอาดคลองซูโจว การส่งเสริมและคิดค้นการใช้พลังงานทางเลือก การวางผังโรงงานให้ออกไปอยู่ในเขตชานเมือง ตามกรอบนโยบาย “Half Green” หรือกำหนดให้เซี่ยงไฮ้มีพื้นที่สีเขียวอย่างน้อย 6,787 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ครึ่งหนึ่งของเมือง ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งเสริมให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เข้ามาลงทุน ให้ความสำคัญในการวางผังโครงการ มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สีเขียวกว่า 70% ถือได้ว่าแม้การเติบโตทางเศรษฐกิจจะยิ่งโตมากเท่าไหร่ แต่สิ่งที่เซี่ยงไฮ้ให้ความสำคัญอย่างไม่หยุดนิ่งคือการจัดการเมืองให้น่าอยู่ทั้งการสร้างธรรมชาติขึ้นมาใหม่และรักษาคงไว้ซึ่งสภาวะเดิมได้อย่างลงตัว

 
DSCF0692
 

ขยับเข้ามาใกล้เราอีกนิดอย่างสิงคโปร์ อีกหนึ่งเมืองที่ได้รับการยอมรับให้เป็นเมืองสะอาดติดอันดับโลก โดยแบบอย่างที่ดีดังกล่าวเกิดจากแนวคิดของอดีตนายกรัฐมนตรี Lee Kun Yew ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1968 ที่ต้องการให้มีการพัฒนาเมืองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนับตั้งแต่ประเทศมีการประกาศอิสรภาพ โดยมีการวางแผนจัดให้มีต้นไม้สำหรับทุกถนนและมีสวนสาธารณะในหลายพื้นที่ของเมือง ยกตัวอย่างเช่น สวนพฤกษศาสตร์ธรรมชาติ (Gardens by The Bay)และ สวนสาธารณะฟอร์ทแคนนิง (Fort Canning Park) เป็นต้น ยิ่งเมื่อมองจากปีที่ริเริ่มวางโครงสร้างผังเมืองให้เป็นพื้นที่สีเขียวนั้นผ่านมาแล้วกว่า 50 ปี จึงไม่น่าแปลกใจว่าวันนี้สิงคโปร์จึงกลายเป็นหนึ่งเมืองที่เป้นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นอกจากการวางผังเมืองและกรอบนโยบายในการดูแล รักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติ อีกหนึ่งหลักการที่สำคัญในการสร้างเมืองสีเขียว คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยทางเซียงไฮ้ ตามนโยบายของรัฐบาล ได้เลือกเอาข้อดีที่มีภูมิประเทศเป็นต่อในการตั้งอยู่ติดกับทะเลและแม่น้ำของเขตเฟิ่งเสียน ซึ่งมีผลต่อสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในการสร้างจุดเด่นใหม่ที่สอดรับกับทิศทางการพัฒนาของเซี่ยงไฮ้ให้เป็นเมืองสีเขียวที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำ และเป็นมิตรกับรสิ่งแวดล้อม โดยเลือกพื้นที่บริเวณตำบลหนานเฉียว ซึ่งเป็นเขตใจกลางเมืองสร้างให้เป็นฐานอุตสาหกรรมด้านยาชีวภาพและพลังงานใหม่ ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองและก่อให้เกิดมลพิษจะถูกเชิญให้ย้ายออกไปอยู่บริเวณรอบนอกแทน ไม่เพียงเท่านั้นเซี่ยงไฮ้ยัง ยังตั้งเป้าในปี 2020 ประชาชนจะเจอสถานีรถไฟหลังจากการเดินออกที่พักในทุก 500 เมตร เพื่อลดปัญหารถติดอันเป้นที่มาของมลพิษทางอากาศและมลภาวะทางเสียงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเมืองมีประชากรเข้ามาอยู่มากขึ้น ตลอดจนให้ประชากรใช้ Bike Sharing

ขณะที่สิงคโปร์นั้นได้ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพอากาศ ซึ่งให้ความสนใจในเรื่องการป้องกันการปล่อยอากาศเป็นพิษ มุ่งไปยัง 2 ปัจจัยที่จะทำให้อากาศเป็นพิษ คือ โรงงานอุตสาหกรรม และ ยานยนต์ มิติของโรงงานอุตสาหกรรมได้จัดตั้งแผน NEA’s Source Emission Test Scheme สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม โดยโรงงานอุตสาหกรรมจะต้องดำเนินการทดสอบการปล่อยอากาศจากแหล่งผลิตของตน ซึ่งจะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมได้รับการตรวจสอบมลพิษทางอากาศของพวกเขาอย่างสม่ำเสมอ ด้านยานยนต์ NEA ก็ได้เข้าควบคุมเช่นกัน โดยเริ่มตั้งแต่ชนิดและคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ ซึ่งสิงคโปร์ได้มีการกำหนดมาตรฐานการปล่อยไอเสียสำหรับรถทุกคัน ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้น้ำมันเบนซิน ต้องมีค่าคาร์บอนมอนอกไซด์อยู่ที่ 2.2 กรัมต่อกิโลเมตร ส่วนรถยนต์นั่ง ส่วนบุคคลที่ใช้น้ำมันดีเซล ต้องมีค่าคาร์บอนมอนอกไซด์อยู่ที่ 1.0 กรัมต่อกิโลเมตร

สำหรับไทยเองก็มีหลากหลายภาคส่วนเข้ามากำกับดูแลและพร้อมยกระดับให้เป็นเมืองสีเขียวผ่านนโยบายสิ่งแวดล้อม กฏหมายสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ รวมทั้งการจัดกิจกรรมเพื่อเกิดการตื่นตัวในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ รางวัลอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน (ASEAN Environmentally Sustainable Cities Award)เป็นรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เมืองต่างๆในประเทศสมาชิกอาเซียนขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านพื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ รางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ 19 ในปี 2561 นี้ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผลงานสร้างสรรค์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เป็นที่สนใจและเกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง

 
เซี่ยงไฮ้ 2
 

อย่างไรก็ดีสำหรับสถานที่ออกกำลังกายใน กทม. ที่ทุกคนสามารถหิ้วรองเท้าออกไปวิ่งได้ในทุกช่วงเวลามีหลากหลายจุด ไม่ว่าจะเป็น สวนลุมพินี สวนสาธารณะแห่งแรกของประเทศไทยและอยู่ใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านรถไฟทั้ง BTS และ MRT หรือจะเป็น สวนเบญจกิติ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนนรัชดาภิเษกบนพื้นที่ออกกำลังกายและสวนพรรณไม้ไทยกว่า 430 ไร่ รวมทั้งสวนหลวง ร.9 สวนสาธารณะ และสวนพฤษศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ สวนสันติภาพ สวนสาธารณะที่อยู่ใกล้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

และสวนวชิรเบญจทัศหรือสวนรถไฟ พื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานครที่กำลังจะจัดงานวิ่ง Give and Run 2018 รวมพลคนให้ สู่ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ ชิงถ้วยนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทรโอชา ในวันที่ 17 – 06 -2561 นี้ โดยภาพรวมการจัดงานคุณบุรินทร์ ลาดล่าย ประธานกรรมการบริหารนิตยสาร Green Life Plus เผยให้ฟังได้อย่างน่าสนใจว่า การวิ่งในรายการนี้นอกจากส่งเสริมการออกกำลังกายให้กับสังคม เสริมความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ และได้ชมธรรมชาติระหว่างการวิ่งทั้งสองข้างทาง และยังมีรางวัลแจกอีกมากมาย อาทิเช่น I Phone X , ตั๋วเครื่องบิน และอื่นๆ รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปซื้อรองเท้านักเรียนคู่แรก 700 คู่ ให้กับโรงเรียน ตชด.344 อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ถือได้ว่าการจัดวิ่งในครั้งนี้ต่อฐานและเติมยอดสังคมไทยให้เป็นสังคมอุดมสุขได้อย่างยั่งยืน

เมืองสีเขียวไม่ใช่เรื่องใหม่ เราทุกคนสามารถเรียนรู้ได้จากบริบทอาณาเขตโดยรอบของประเทศว่าพัฒนาไปในทิศทางไหน สามารถนำมาปรับใช้ในมิติใดได้บ้าง และจัดการไปพร้อมกันอย่างบูรณาการ เมืองสีเขียว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเกิดขึ้นกับกรุงเทพและจังหวัดอื่นๆทั่วประเทศ