แบลคมอร์ส วิตามินอี ครีม อ่อนโยนดุจธรรมชาติที่ผิวคุณสัมผัสได้
June 26, 2018
The Eyedol : คิม ธิติสรรค์ กู๊ดเบิร์น
June 27, 2018

สทบ.สานต่อแนวทางประชารัฐ ส่งต่อความยั่งยืนสู่ทุกชุมชน

 
IMG_5877

คุณนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

 

“กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนให้กับชุมชนได้นำเอาไปต่อยอดและสร้างประโยชน์ต่างๆ อาทิ การลงทุนเพื่อพัฒนาอาชีพ บรรเทาเหตุจำเป็นเร่งด่วน ดูแลสวัสดิภาพและเพิ่มสวัสดิการ ที่สำคัญมุ่งหวังให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางด้านโครงข่ายการเรียนรู้นอกห้องเรียนสำหรับประชาชนในชุมชนทุกคน โดยเฉพาะการผลิตตัวแทน คณะกรรมการและผู้นำชุมชน” คุณนที ขลิบทอง เผยถึงความเป็นมาของการจัดตั้งสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)

คุณนที เผยต่ออีกว่า นโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เริ่มต้นโดยการจัดแบ่งเป็นกองทุนละ 1 ล้านบาทเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองด้วยภูมิปัญญา ด้วยผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมในการดำเนินงานกว่า 17 ปี ทางรัฐบาลได้ดำเนินการเพิ่มทุนให้กับกองทุนฯดังกล่าวในจำนวน 1.5 ล้านบาท ให้กับ 79,995 กองทุน ทำให้กองทุนฯในแต่ละหมู่บ้านมีเงินหมุนเวียนอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท จากสมาชิก 13 ล้านคนในขณะนี้

“อย่างไรก็ดีนอกจากมิติของแหล่งเงินทุนหมุนเวียน ทางรัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติที่ได้ดำเนินงานอย่างมั่นคงและเข็มแข็ง รวมทั้งต้องการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริงและดำเนินอย่างสอดรับระหว่างประชาชนกับภาครัฐตามโครงการประชารัฐ จึงได้เพิ่มทุนจำนวน 35,000 ล้านบาทในปี 2559 หรือเพิ่มกองทุนละ 5 แสนบาทให้กับทุกชุมชน จากนั้นในปี 2560 เพิ่มกองทุนอีกครั้งในจำนวน 15,000 ล้านบาทหรือเพิ่มกองทุนละ 2 แสนบาทให้กับทุกชุมชนทำให้ยอดรวมกองทุนหมู่บ้านตามโครงการประชารัฐมีเงินทุนอยู่ที่ 700,000 บาทต่อหมู่บ้าน เพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งเสริมอาชีพ การจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวและการทำร้านค้ากองทุนหมู่บ้านประชารัฐที่ในขณะนี้มีแล้วกว่า 20,000 ทั่วประเทศ” คุณนที ขยายภาพรวม

และในปี 2561 นี้ทางรัฐบาลได้สนับสนุนเงินทุนอีก 20,000 ล้านบาทหรือเพิ่มกองทุนละ 3 แสนบาทให้กับทุกชุมชนได้สานต่อโครงการประชารัฐที่เกิดขึ้น ทำให้กองทุนหมูบ้านโครงการประชารัฐในปีนี้จะมีเงินทุนอยู่ที่ 1 ล้านบาท คาดว่าจะสรุปผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในสิ้นปีนี้ผ่านการจัดมหกรรมผลงานประชารัฐในทุกจังหวัด ภูมิภาคและระดับประเทศ เพื่อส่งต่อ ขยายผล และยกระดับผลงานประชารัฐสู่ระดับสากลหรือตลาดโลกต่อไป

สำหรับร้านค้ากองทุนหมู่บ้านประชารัฐเป็นศูนย์กลางการรวบรวมสินค้าทั้งในและนอกชุมชนมาจัดจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม เพราะสินค้าที่นำมาขายมาจากราคาต้นทุน โดยสมาชิกกองทุนฯที่มีกว่า 13 ล้านคนสามารถซึ้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบายและที่สำคัญผ่อนชำระได้อีกด้วย ยิ่งบางสาขาใช้คะแนนความดีอันเกิดจากการทำประโยชน์สาธารณะมาแลกเป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า นอกจากนี้ร้านดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนสามารถนำผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์มาวางจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม ที่สำคัญในอนาคตร้านค้าดังกล่าวจะมีการแลกเปลี่ยนหรือหมุนเวียนสินค้าท้องถิ่นแต่ละสถานที่ที่มีชื่อเสียงมาจัดจำหน่าย

ปัจจุบันร้านค้ากองทุนหมู่บ้านประชารัฐสร้างรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 50,000 - 100,000 บาท โดยล่าสุดทาง สทบ. ผนึกพลังภาคีติดตั้ง EDC ให้กับร้านค้าประชารัฐ กองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งนำร่องการติดตั้งไปก่อน 10,000 เครื่อง โดยคาดว่าจะมียอดขายต่อเดือนเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100,000-200,000 บาท เชื่อว่าจะสามารถสร้างเศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียนได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 40,000 ล้านบาท โดยยังไม่นับรวมถึงการสร้างอาชีพ การพัฒนาสินค้าและอื่นๆ ถือได้ว่านอกจากเชื่อมโยงสินค้าคุณภาพในราคาเป็นธรรมยังเพิ่มความคล่องตัวในการใช้จ่ายยุคใหม่ได้อย่างเท่าทัน ที่สำคัญร้านดังกล่าวยังเป็นต้นแบบแหล่งพัฒนาสินค้าในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ด้านแผนการพัฒนาต่อจากนี้ภายในปี 2561 ทาง สทบ.พร้อมต่อยอดความร่วมมือผ่านการดำเนินงานในเชิงบูรณาการกับทางกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเพื่อสร้างหมู่บ้านท่องเที่ยวกองทุนหมู่บ้าน โดยเริ่มจากการฝึกอบรมให้ความรู้กับผู้ที่สนใจหรือผู้ที่ทำโฮมสเตย์รับนักท่องเที่ยวในชุมชนอยู่แล้วให้เกิดความเข็มแข็ง ไม่เพียงเท่านั้นยังขยายผลในเรื่องของร้านอาหารในแนวคิดเชฟชุมชน รวมทั้งจัดทำหลักสูตรกว่า 400 แห่งเพื่อถ่ายทอดความรู้ โดยหมู่บ้านที่ผ่านการอบรมจะได้ติดสัญลักษณ์เพื่อยืนยันว่าเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวกองทุนหมู่บ้าน โดยตั้งเป้าไว้ 200 แห่งภายในปีนี้ ซึ่งนี่จะเป็นอีกแนวทางที่กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความคึกคักและถ่ายทอดประเพณี วัฒนธรรมความเป็นไทยได้อย่างภาคภูมิใจบนกรอบพื้นฐานการมีอาชีพที่มั่นคง

ทั้งนี้ทาง สทบ.ยังได้สร้างความร่วมมือกับ สคบ. เพื่อลงพื้นที่สำรวจฉลากสินค้าและการบริการของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ในหมู่บ้านให้ได้มาตรฐานผ่านการมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค โดยนอกจากคุณภาพของสินค้ายังมีคุณธรรมในเรื่องของราคา และที่สำคัญเป้าหมายหลักต่อจากนี้จะเชื่อมโยงทั้ง 20,000 ร้านค้ากองทุนหมุ่บ้านประชารัฐให้เป็นระบบเดียวกันทำให้การเลือกซื้อหรือสั่งสินค้ามีความสะดวกสบายและดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น

และสิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนของ สทบ.กว่า 17 ปีนี้ คือ บุคลากร ซึ่งทางสำนักงานฯพร้อมพัฒนาศักยภาพและเฟ้นหาบุคคลคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อการดำเนินงานผ่านโครงการผู้นำและโฆษกอาสาประชารัฐจำนวนโครงการละ 80,000 คน รวมเป็น 160,000 คน ภายในปี 2561 โดยเป็นตัวแทนของแต่ละหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 2 คน เป็นผู้นำ 1 คน และโฆษก 1 คน ซึ่งในเบื้องต้นจะจัดอบรมผู้แทนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองในทุกตำบลก่อน โครงการละ 8,000 คน รวมเป็น 16,000 คน ภายในระยะเวลา 6-8 เดือน แบ่งเป็น 4 รุ่น รุ่นละประมาณ 2 เดือน ซึ่งจะคัดเลือกผู้เข้ารับการอบรมมาจากทุกตำบลทั่วประเทศ

โดยคาดหวังว่าผู้นำอาสาประชารัฐจะไปช่วยเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีศักยภาพในหมู่บ้านและชุมชน เพราะจะผ่านการอบรมความรู้ในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ด้านเทคโนโลยีและธุรกิจ จากกระทรวงพาณิชย์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รวมถึงความรู้ด้านศาสตร์พระราชา ซึ่งเมื่อผ่านการฝึกอบรมผู้นำอาสาประชารัฐจะสามารถถ่ายทอดและกระตุ้นการพัฒนากองทุนหมู่บ้านและชุมชน รวมทั้งหมู่บ้านให้มีความเข้มแข็งมั่นคง และก้าวเข้าสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน สอดรับกับวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานของเราที่ว่า “กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นศูนย์กลาง และโครงข่ายการเรียนรู้ เงินทุน สวัสดิภาพ สวัสดิการ และการแก้ไขปัญหาของหมู่บ้านและชุมชน พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ครัวเรือนสมาชิกมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง อบอุ่น เข้มแข็งสู่การเป็นภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม” และนี่คือบทสรุปและการดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบจาก สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ โดยคุณนที ขลิบทอง แขกรับเชิญของเราในวันนี้

 
P1011836
 
DSC_2659
DSC_9922