ทีโอที เปิด “TOT Young Club เด็กไทย 4.0 ต้นกล้าประชารัฐ” นำเทคโนโลยี-นวัตกรรม ชูท่องเที่ยว เชิงวัฒนธรรม-ธรรมชาติ ดันเศรษฐกิจสู่ชุมชนโรงเรียนเมืองแพร่ ตามนโยบายประเทศไทย 4.0
September 12, 2018
พีดีเฮ้าส์ แนะนำแบบบ้าน 3 ชั้น ในธีม “HOME OFFICE” ตอบโจทย์ทุกครอบครัวใหญ่ แม้มีพื้นที่ดินจำกัด
September 12, 2018

“มีรอยยิ้ม” กระทรวงวิทย์ฯ เผยอันดับนวัตกรรมของไทยขยับขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ภาพของงานวิจัยภาครัฐอย่าง วช.ก็มุ่งเน้นการสร้างงานวิจัยที่สามารถใช้ได้จริงตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของสังคม

 
research

ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (Electric Vehicle Association of Thaeland) หรือ EVAT

 

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยผลการสำรวจความสามารถด้านนวัตกรรมของแต่ละประเทศ หรือ GII 2018 ที่จัดทำโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลก (World Intellectual Property Organization) หรือ WIPO ซึ่งเป็นหน่วยงานนำในการจัดทำดัชนีนวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation Index; GII) ในปีนี้ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 44 ขยับขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดิม 7 อันดับ (ปี 2017 อยู่อันดับ 51) ถือเป็นประเทศในกลุ่ม “Innovation Fast Move” นอกเหนือจากอันดับในภาพรวมแล้ว ประเทศไทยมีการปรับตัวดีขึ้นในกลุ่มปัจจัยเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) จากเดิมอันดับที่ 65 เลื่อนขึ้นเป็นอันดับที่ 52 ส่วนกลุ่มปัจจัยผลผลิตทางนวัตกรรม (Innovation output sub-index) ปรับตัวลดลงเล็กน้อย จากเดิมอันดับที่ 43 เป็นอันดับที่ 45

จากการพูดคุยกับ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยรายละเอียดว่า “ผลสำรวจปี 2018 ประเทศไทยมีจุดเด่นในปัจจัยด้านระบบตลาด (Market Sophistication) ปัจจัยผลผลิตจากองค์ความรู้และเทคโนโลยี (Knowledge & Technology Outputs) และ ปัจจัยผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ (Creative Outputs) สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการภาคเอกชนไทย และการขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 ผ่านมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในผู้ประกอบการนวัตกรรม เห็นได้จากตัวเลขการเติบโตในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง มาอยู่ที่ร้อยละ 0.78 ของ GDP ในปี 2561 ที่ภาคเอกชนไทยมีสัดส่วนการลงทุนเมื่อเทียบกับภาครัฐอยู่ที่ 73:27 ซึ่งใกล้เคียงกับกลุ่มประเทศชั้นนำด้านนวัตกรรม รวมถึงการเติบโตของจำนวนผู้ประกอบฐานนวัตกรรมและผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นในประเทศ

และเพื่อเป็นการเร่งปรับปรุงตัวชี้วัดที่เป็นจุดอ่อนของประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเร่งดำเนินการภายใต้แนวคิด “วิทย์สร้างคน วิทย์แก้จน และวิทย์เสริมแกร่ง” ผ่านโครงการยุทธศาสตร์ อาทิ โครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ 6 ภาค ที่ตอบโจทย์การปรับปรุงปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) การพัฒนาระบบนิเวศสำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Thailand) เพื่อปรับปรุงปัจจัยด้านระบบธุรกิจ (Business Sophistication) และโครงการ “คนรุ่นใหม่เรียนสายวิทย์” เพื่อปรับปรุงปัจจัยด้านทุนมนุษย์และการวิจัย (Human capital & research) เป็นต้น”

ทั้งนี้ ปัจจัยที่สะท้อนจุดอ่อนของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มปัจจัยเข้าทางนวัตกรรม อาทิ ปัจจัยด้านทุนมนุษย์และการวิจัย และปัจจัยด้านระบบธุรกิจ ที่ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดของประเทศในการเชื่อมโยงทุนมนุษย์ งานวิจัยและธุรกิจ เพื่อนำไปสู่ความสามารถทางนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของประเทศไทยมาแต่อดีต และเป็นโจทย์ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงนำมาสู่มติคณะรัฐมนตรีในการจัดตั้ง “กระทรวงอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการบูรณาการงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การให้ทุนวิจัย การพัฒนาทุนมนุษย์และงานวิจัย รวมถึงการใช้ประโยชน์งานวิจัยเพื่อนำไปสู่นวัตกรรม เพื่อการยกระดับความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศไทยทั้งระบบ

จากนั้นได้สอบถามไปยัง ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไลเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในมุมมองงานวิจัยในปัจจุบัน เผยว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับงานวิจัยอย่างน่าสนใจและมีทิศทางที่ดีเช่น ทางรัฐบาลได้จัดตั้ง “สภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ” (นวนช.) เพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย ยุทธศาสตร์ รวมทั้งปรับปรุงระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศตลอดจนกำกับติดตามการบริหารจัดการ การจัดสรรงบประมาณ และประเมินผลการดำเนินการให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีเอกภาพ อันเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาการวิจัยของประเทศ

 
S__104415277
 

ไม่เพียงเท่านั้นทาง วช. ได้เริ่มปรับเปลี่ยนการดำเนินงานโดยเฉพาะการคิดค้นงานวิจัยและสนับสนุนงานวิจัยต่างๆให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมใน 2 ด้าน คือ 1.งานวิจัยที่หวังผล สามารถใช้งานได้จริง มีความต้องการเป็นตัวตั้ง ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ที่ปัจจุบันเกิดการขยายผลให้กับเกษตรกรได้นำไปเพาะปลูก สร้างรายได้ต่อปีทั้งในแง่ของการเก็บเก็บเกี่ยว แปรรูป กว่า 100 ล้านบาท 2.งานวิจัยที่เกิดจากปัญหาของชุมชน เช่น การจัดทำโครงการธนาคารปูม้า เป็นต้น

“ภาพของงานวิจัย 3-5 ปีต่อจากนี้ จะเริ่มจากความต้องการของผู้ใช้ และจะทำให้ผู้คิดค้นเข้าใกล้ผู้ใช้มากยิ่งขึ้น”ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ เผยต่ออีกว่า อย่างไรก็ตามจำนวนของนักวิจัยเพียงเท่านี้ยังไม่เพียงพอต่ออัตราการเติบโตของสังคมโลก จึงอยากสนับสนุนให้นักวิจัยชายไทยรุ่นใหม่หันมามาคิดค้นงานวิจัยเพิ่มมากขึ้นโดยยึดเอาความต้องการของทุกภาคส่วนในสังคมเป็นที่ตั้ง ซึ่งทาง วช.เองนั้นก็พร้อมที่จะสนับสนุนผ่านการจัดทำการขึ้นบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทยจากกลุ่มนักวิจัยชาวไทยทุกคนเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการของไทยได้รับการรับรองมาตรฐานหรือมีมาตรฐานเทียบเคียงที่เชื่อถือได้ และสามารถสร้างผลผลิตสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง

ดร. พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยว่า “ดัชนีนวัตกรรมระดับโลก หรือ GII จัดทำขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ภายใต้หัวข้อ “การกระตุ้นโลกด้วยนวัตกรรม” ซึ่งทำการสำรวจความสามารถด้านนวัตกรรม 126 ประเทศทั่วโลก เมื่อเปรียบเทียบอันดับ GII ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางประเทศไทยอยู่อันดับ 5 จาก 34 ประเทศ และอยู่อันดับ 9 ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ NIA ในฐานะองค์กรหลักในการเสริมสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติได้มีโอกาสหารือกับ WIPO ในเบื้องต้นเกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ในการพัฒนาและปรับปรุงดัชนี้นวัตกรรมของประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งเห็นว่าการพัฒนาปรับปรุงดัชนีนวัตกรรมของประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญจึงร่วมกับ WIPO กำหนดจะจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปเพื่อสร้างความเข้าใจแลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกรอบแนวคิดดัชนีนวัตกรรมโลกแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องแก่หน่วยงานภาครัฐและประชาชนในงาน Thailand Innovation Week 2018 วันที่ 4 - 7 ตุลาคม 2561 โดยหวังว่ากิจกรรมนี้ จะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้อันดับความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

 
S__104415275
 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *